-
2025-01-07 09:14:17
# จุดเริ่มต้นของสงครามบล็อกไซส์
ลองนึกภาพร้านอาหารเล็ก ๆ ที่มีแค่สิบโต๊ะ แต่ลูกค้ากลับล้นหลามจนพนักงานวิ่งวุ่นตลอดวัน เราอาจเห็นภาพชัดว่าปัญหาต้องตามมาแน่ ๆ ถ้าจำนวนโต๊ะไม่พอกับลูกค้าที่ต่อแถวกันยาวเหยียด
บางคนหัวเสียจนยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อรีบได้โต๊ะนั่ง ในขณะที่อีกหลายคนก็ยืนรอจนหมดอารมณ์กิน สุดท้ายก็ต้องถามกันว่า
*“จะทำยังไงดี ถึงจะไม่เสียเอกลักษณ์ร้าน และไม่ปล่อยให้ลูกค้าต้องหงุดหงิดมากมายขนาดนี้?”*
บรรยากาศตรงนี้เปรียบได้กับสภาพของบิตคอยน์ช่วงราวปี 2015 ซึ่งเดิมทีเคยรองรับธุรกรรมได้สบาย ๆ แต่จู่ ๆ ก็ต้องแบกรับภาระธุรกรรมมหาศาลจน *“คิวยาวเป็นหางว่าว”*
ทั้งหมดนี้มาจากข้อกำหนดตั้งต้นว่า **แต่ละบล็อกมีขนาดเพียง 1 เมกะไบต์** และบล็อกจะถูกสร้างทุก ๆ ประมาณ 10 นาที ทีนี้พอผู้ใช้หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด พื้นที่เล็ก ๆ ที่ว่าเลยเอาไม่อยู่ ใครอยากให้ธุรกรรมติดบล็อกก่อนก็ควักกระเป๋าจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม ถ้าไม่จ่าย ธุรกรรมอาจรอข้ามวันข้ามคืน แถมยังเสี่ยงค้างเติ่งไปเลย
![image](https://yakihonne.s3.ap-east-1.amazonaws.com/d830ee7b7c30a364b1244b779afbb4f156733ffb8c87235086e26b0b4e61cd62/files/1736238342797-YAKIHONNES3.webp)
ความไม่พอใจจึงปะทุขึ้นเป็นเสียงดังลั่นว่า
*“แก้ปัญหานี้ยังไงดี จะขยายบล็อกกันเลยไหม หรือปรับซอฟต์แวร์ให้ฉลาดขึ้นโดยไม่เพิ่มขนาดจริง ๆ?”*
เมื่อสองแนวคิดนี้ตั้งฉากกัน คนในแวดวงบิตคอยน์จึงแตกเป็นสองฝั่งหลัก ๆ
ฝั่งแรกเสนอ **“เพิ่ม Blocksize”** โดยบอกว่าต้องแก้ให้จบตรงจุด เหมือนเพิ่มโต๊ะเข้าไปในร้าน จะได้รองรับลูกค้าได้มากขึ้น เพราะเชื่อว่า Bitcoin ต้องพร้อมสำหรับการใช้งานทั่วโลก การขยายจาก 1 MB เป็น 2 MB หรือ 4 MB หรือมากกว่านั้น จึงตอบโจทย์ผู้ใช้หลากหลายตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงธุรกิจใหญ่
แกนนำฝ่ายนี้คือ **Roger Ver** หรือ **“Bitcoin Jesus”** ที่ผลักดันแนวคิดนี้สุดตัวร่วมกับทีมขุดอย่าง **Bitmain** ซึ่งไม่อยากเห็นใครต้องยืนรอนานหรือจ่ายแพงเวอร์
อีกฝ่ายคือทีมพัฒนา **“Bitcoin Core”** ที่มี **Greg Maxwell** และ **Peter Wuille** เป็นหัวขบวน พวกเขายืนยันว่าถ้ายิ่งเพิ่มขนาดบล็อกให้ใหญ่โต ก็จะยิ่งเก็บข้อมูลมากจนโหนดรายเล็ก ๆ ต้องใช้ทรัพยากรสูงขึ้น สุดท้ายอาจเหลือแค่รายใหญ่ที่รันโหนดไหว แล้ว Decentralization ก็จะถูกบั่นทอน
ฝ่ายบิตคอยน์คอร์จึงเสนอทางแก้แบบ **Segregated Witness** *(SegWit)* ซึ่งเปรียบได้กับการจัดโต๊ะใหม่ให้แยบยล—ย้ายข้อมูลลายเซ็นธุรกรรมไปไว้นอกบล็อกหลัก ทำให้ในบล็อกมีพื้นที่ใส่ธุรกรรมได้อีกเยอะขึ้นโดยไม่ต้องทุบผนังขยายร้าน
ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่ในเว็บบอร์ดหรือฟอรัม แต่ลุกลามไปจนถึงเวทีระดับโลกอย่าง **Consensus Conference ปี 2016 และ 2017** ฝ่ายหนุนเพิ่มขนาดบล็อกก็โหวกเหวกว่า *“นี่แหละถูกจุดที่สุด”*
ส่วนทีมบิตคอยน์คอร์ก็โต้กลับว่า *“ขืนบล็อกใหญ่ไป ระบบก็เสี่ยงรวมศูนย์ เพราะใครจะมีทุนซื้ออุปกรณ์แพง ๆ และเน็ตแรง ๆ ตลอด”* จึงไม่ใช่แค่ถกเถียงทางเทคนิค แต่สะท้อนมุมมองปรัชญาด้วยว่าบิตคอยน์ควรเป็นระบบ **“กระจาย”** หรือ **“รวมศูนย์”** กันแน่
ยิ่งถกก็ยิ่งมองไม่เห็นทางออก.. บ้างก็เสนอให้ Fork แยกเครือข่ายไปเลย เหมือนเปิดสาขาร้านใหม่ ใครไม่โอเคแนวไหนก็ไปอีกสาขาหนึ่ง
Roger Ver กับสายขุดยักษ์ใหญ่ก็บอกว่าถ้าไม่เพิ่ม Blocksize ต่อไปค่าธรรมเนียมสูง และคนจะเข้าถึงยากขึ้น เหมือนร้านที่โต๊ะแน่นจนคนล้น
ฝั่งบิตคอยน์คอร์ย้ำว่าจะพัฒนา **SegWit** กับ **Lightning Network** เพื่อขนธุรกรรมส่วนใหญ่ไปทำงานนอกบล็อกหลัก แม้อาจต้องรอให้เทคโนโลยีสุกงอม แต่คงไม่กระทบโหนดรายเล็กมากนัก
ในโลกออนไลน์ สงครามโซเชียลก็เริ่มเดือด ตั้งกระทู้กันทุกวัน บางคนต่อว่านักขุดว่าเอากำไรเป็นหลัก บ้างบอกทีมบิตคอยน์คอร์ไม่เข้าใจปัญหาฝั่งธุรกิจจนชาวเน็ตแบ่งเป็นหลายค่าย คำถามใหญ่จึงดังขึ้น
*“ตกลงบิตคอยน์จะเป็น **‘อาวุธทางการเงิน’** ของคนหมู่มากได้จริงเหรอ ถ้าไม่มีพื้นที่ในบล็อกมากพอ?”*
หรือ..
*“ถ้าผลุนผลันขยายบล็อกไปเรื่อย ๆ จนเหลือแต่รายใหญ่ที่รันโหนดได้ แบบนั้นยังถือว่าเป็น **บิตคอยน์ในอุดมการณ์ของ Satoshi Nakamoto** ไหม?”*
พอหลายฝ่ายพยายามประนีประนอมกันหลายเวที สุดท้ายก็ไม่ประสบผล Roger Ver มั่นใจว่าต้องเพิ่ม Blocksize เท่านั้นจึงพาบิตคอยน์รอด
ส่วนทีม Core ไม่ยอมเปิดทางง่าย ๆ เพราะกลัวระบบเสียหลักการกระจายอำนาจไป
ด้วยเหตุผลทั้งคู่จึงทำให้สงครามนี้ยืดเยื้อ กลุ่มขุดและพัฒนาในแวดวงเริ่มจับตากันเครียด บ้างเสนอทางผสม เช่น เพิ่ม Blocksize นิดหน่อย แล้วเปิด SegWit ควบคู่ บ้างเสนอว่าให้เลื่อนตัดสินใจออกไปก่อนก็ยังดี
ไม่มีใครรู้ว่าจะลงเอยอย่างไร.. และหากเรื่องนี้พลั้งพลาดบิตคอยน์อาจแตกเป็นสองสายจนผู้ใช้หรือนักลงทุนสับสน
สถานการณ์ช่วงแรกเหมือน *“ไฟที่กำลังคุ”* เพราะยังไม่ปะทุเต็มที่แต่ก็แรงพอจะยกครัวไปตลอดทั้งวงการ คนพัฒนาก็ทำ SegWit และ Lightning Network ไป ฝ่ายหนุน Blocksize ก็เดินสายผลักดันให้เต็มที่ ถึงขั้นยอมเสี่ยง Fork ถ้าจำเป็นจริง ๆ
นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดที่ไม่ใช่แค่ **“ขนาดบล็อก”** แต่หมายถึงอนาคตของบิตคอยน์ที่อาจพลิกโฉมไปตลอดกาล..
![image](https://yakihonne.s3.ap-east-1.amazonaws.com/d830ee7b7c30a364b1244b779afbb4f156733ffb8c87235086e26b0b4e61cd62/files/1736239102446-YAKIHONNES3.webp)
คิดง่าย ๆ ก็เหมือนร้านอาหารเล็ก ๆ ที่กำลังจะก้าวสู่ภัตตาคารใหญ่ระดับท็อป เมื่อแขกเหรื่อมาไม่หยุดหย่อน แน่นอนว่าเสียงเรียกร้องให้ทุบกำแพงขยายร้านย่อมมีบ้าง แต่บางคนอาจบอก *“เปลี่ยนวิธีจัดโต๊ะแทนได้ไหม?”* ทุกแนวทางต่างมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง
ที่สำคัญคือ บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์อันดับหนึ่งของโลกคริปโตฯ หากก้าวพลาดเพียงเล็กน้อย อาจสะเทือนไปทั่วโลกด้วย
เนื้อหาถัดไปผมจะชวนมาดูว่า *ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนสงคราม Blocksize ครั้งนี้?*
*พวกเขามีแรงจูงใจอะไรกันบ้าง? และจะนำพาบิตคอยน์ไปในทิศทางใด*?
ขอทิ้งท้ายส่วนนี้ให้คิดเล่น ๆ
> “ถ้าเพิ่ม Blocksize สุด ๆ แต่โหนดรายเล็กหายหมด สุดท้ายยังเรียกว่ากระจายอำนาจอยู่ไหม?”
> “หรือจะรักษาบล็อกขนาดเล็กไว้อย่างเดิม แล้วปรับเทคโนโลยีเสริมให้ฉลาดขึ้นดีกว่า?”
ทั้งหมดที่เล่ามายังเป็นแค่บทโหมโรงนะครับ สงครามนี้เพิ่งปะทุเท่านั้น ยังมีอะไรเข้มข้นอีกมาก ติดตามต่อว่าฝั่งไหนจะงัดไม้เด็ดอะไรออกมาเพื่อรักษา **“ร้านอาหาร”** แห่งนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่เสียตัวตน..
## ใครคือผู้ขับเคลื่อนสงคราม Blocksize?
พาร์ทที่แล้ว เราได้เห็นภาพรวมของปัญหาที่ดูเหมือนจะเล็กนิดเดียวอย่าง **“บล็อกใหญ่หรือเล็ก?”** แต่กลับแผ่ขยายจนกลายเป็นมหากาพย์ความขัดแย้งในชุมชนบิตคอยน์ เสมือนเดิมพันอนาคตของสกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งบนโลกใบนี้
พอตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะก้าวลึกลงไปในเบื้องหลังของสงครามอันร้อนแรงนี้ *ใครอยู่ในเงามืด? ใครลากสายอยู่หลังเวที? และใครโดดขึ้นมาเดินลุยบนสนามเปิดเพื่อต่อสู้แย่งชิงฉันทามติของเครือข่าย?*
มีคนชอบเปรียบเทียบว่าศึก Blocksize ครั้งนี้คือ **“สนามรบดิจิทัล”** ซึ่งไม่ได้ยิงกระสุนห้ำหั่นแต่ใช้โค้ดแทน ขับเคลื่อนด้วย **“Hashrate”** ที่เปรียบเสมือนอาวุธหนัก ฝ่ายไหนถือกำลังขุดสูงกว่าก็เหมือนมีกองทัพเบิ้ม ๆ อยู่ในมือ
ด้านนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไปก็คล้ายประชากรพลเรือนที่บางทีก็ต้องยอมรับชะตา แต่บางทีก็รวมตัวประท้วงสร้างพลังของตัวเองให้โลกได้เห็น ทุกฝีก้าวมีคนจ้องดูว่าจะเกิด **“Hard Fork”** หรือ **“Soft Fork”** เมื่อไหร่ และกฎใดจะถูกประกาศเป็น **“กฎใหม่”** ให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
ในมุมของคนอยาก **“เพิ่ม Blocksize”** เห็นชื่อของ ***Roger Ver*** โผล่โดดเด่นสุด ๆ เขาคือ *“Bitcoin Jesus”* แห่งยุคบุกเบิก ที่ครั้งหนึ่งทุ่มทุนโปรโมตบิตคอยน์แบบไม่กลัวเจ๊ง ด้วยความเชื่อว่าบิตคอยน์ควรเป็น **“เงินสดดิจิทัล”** ลื่นไหลจ่ายคล่อง สลัดค่าธรรมเนียมแพง ๆ ทิ้งไปให้หมด
ในสายตาเขา การคงบล็อกเล็กแค่ 1 MB ยิ่งทำให้คนใช้แล้วปวดหัว ค่าธรรมเนียมสูงปรี๊ด ธุรกรรมอืดอาดเกินจะทน เลยต้องขยายขนาดบล็อกแบบจัดเต็ม เหมือนขยายถนนให้รถวิ่งง่าย ไม่งั้นก็ต้องมุดเข้าอุโมงค์แคบ ๆ จอดติดกันยาว
และ ***“Bitmain”*** บริษัทเครื่องขุดเบอร์ใหญ่สุดในโลกก็เข้ามาเสริมพลังแบบเต็มขั้น ขับเคลื่อนโดย ***Jihan Wu*** ที่เล็งเห็นว่าพอยิ่งขยายบล็อก ธุรกรรมก็จะยิ่งทะลัก ค่าธรรมเนียมก็จะเพิ่มขึ้น นักขุดจะได้เงินดี สร้างแรงดึงดูดให้คนหันมาหาบิตคอยน์มากขึ้นไปอีก
Bitmain ถือ Hashrate มหาศาล จึงไม่ต่างจากมีทัพใหญ่พร้อมยกพลบุก เพื่อดันแนวคิด **“Fork”** ได้ตลอดเวลา ถ้าฝั่งเพิ่ม Blocksize อยากจะเล่นเกมสายไหนก็เดินได้เลย
อีกฟากสนาม คือทีม ***“Bitcoin Core”*** ถือเป็นแกนกลางที่คุมซอฟต์แวร์หลัก
นำโดย *****Greg Maxwell*****, ***Peter Wuille*** และ ***Wladimir van der Laan***
พวกเขาห่วงว่าถ้าบล็อกใหญ่ขึ้นมาก คงจะมีแค่นายทุนใหญ่เท่านั้นที่รันโหนดไหว ประชาชนตัวเล็ก ๆ หรือคนไม่มีทรัพยากรเยอะก็ยิ่งถูกกันออกจากเครือข่าย กลายเป็นระบบกึ่งรวมศูนย์ ซึ่งสวนกับหลักการเดิมที่ *Satoshi Nakamoto* เคยวางไว้
พวกเขาจึงเสนอ **Segregated Witness** *(SegWit)* เพื่อตัดข้อมูลลายเซ็น *(Witness Data)* ทิ้งไปนอกบล็อก ทำให้มีพื้นที่รองรับธุรกรรมได้เยอะขึ้นแบบไม่ต้องขยาย *“เลนหลัก”* และจะต่อยอดด้วย ***Lightning Network*** เพื่อยกธุรกรรมส่วนใหญ่ไปอยู่นอกบล็อกอีกชั้น
ฝั่งนักพัฒนาเหล่านี้ไม่ได้สู้อย่างโดดเดี่ยว แต่มีผู้ใช้รวมพลังกันในนาม **UASF** *(User-Activated Soft Fork)* มองว่า
**“ใครว่าขุดเยอะแล้วสั่งการได้หมด? ผู้ใช้ทั่ว ๆ ไปก็ออกแบบกติกาได้เหมือนกัน?”**
พวกเขาบอกเลยว่า “ถ้าไม่หนุน SegWit พวกฉันไม่เอาด้วยนะ”
การเคลื่อนไหวแบบนี้สร้างแรงกดดันให้นักขุดต้องรีบตามน้ำ ไม่งั้นเสี่ยงโดนผู้ใช้ปฏิเสธบล็อกกันถ้วนหน้า
ปี 2016-2017 กลายเป็นช่วงร้อนระอุสุด ๆ Roger Ver ลุกขึ้นพูดเมื่อไหร่ มักกล่าวหาทีม Core ว่าปิดประตูโอกาสทองของบิตคอยน์
ส่วนทีม Core ก็ตีโต้กลับว่า **“ถ้าเพิ่มบล็อกเร็วไป มีแต่จะทำให้บิ๊กทุนไม่กี่เจ้าเข้ามาผูกขาด!”**
พอยิ่งเถียงกันในงานใหญ่ เช่น ***Consensus Conference 2017*** ประเด็นก็ยิ่งเดือด บางฝ่ายอยาก *“Fork”* แตกสายไปเลย บางฝ่ายยังคอยประนีประนอม แต่ก็ไม่มีใครลงรอยกันได้
Roger Ver และ Bitmain เร่งเครื่องดัน Hard Fork
ทีม Core ไม่ยอมถอย ยืนกราน SegWit ก่อน แล้วใช้ Lightning Network ปิดเกม
ผลคือ...
ทุกคนเริ่มกลัวว่า **“Bitcoin จะแตกเป็นสองสายจริง ๆ หรือ?”**
*จะเป็นบล็อกใหญ่ หรือจะอยู่ 1 MB พร้อม SegWit?*
![image](https://yakihonne.s3.ap-east-1.amazonaws.com/d830ee7b7c30a364b1244b779afbb4f156733ffb8c87235086e26b0b4e61cd62/files/1736239691652-YAKIHONNES3.webp)
กลางปี 2017 สงครามนี้จึงคลอด ***“Bitcoin Cash”*** เครือข่ายใหม่ที่กลุ่ม Roger Ver ผลักดัน บอกว่านี่คือ *“Bitcoin ตัวจริง”* ที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า ธุรกรรมไวกว่า รองรับคนจำนวนมากได้
ในขณะเดียวกัน เครือข่ายหลัก BTC ก็เปิดใช้ ***SegWit*** ไป พร้อมมุ่งหน้าเปิดทาง ***Lightning Network*** ทำให้ครึ่งหนึ่งของชุมชนยังเชื่อมั่นว่าการรักษาบล็อกเล็ก คือหัวใจสำคัญของกระจายอำนาจ
**Blocksize War** ครั้งนี้ เกินกว่าจะเรียกว่า **“ดีเบตเชิงเทคนิค”**
มันคล้ายการปะทะอุดมการณ์ของ **“กระจายอำนาจอย่างเคร่งครัด”** ปะทะ **“ขยายบล็อกให้ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน”**
ทั้งสองฝ่ายต่างยิงวาทะกันเดือดในโซเชียลมีเดีย คนฝ่ายหนึ่งบอกอีกฝ่าย “ล้าหลังไม่รู้จักปรับตัว” อีกฝ่ายก็ยันกลับว่า *“คิดแค่กำไรระยะสั้น ไม่รักษาอัตลักษณ์บิตคอยน์”* บน Reddit, Twitter, ฟอรัมต่าง ๆ เหล่าผู้เคยเป็นเพื่อนร่วมทางต้องแยกค่ายกันเพราะมองต่างว่าควรเพิ่มบล็อกหรือเปล่า
ที่สุดแล้ว...
เมื่อสองอุดมการณ์สวนทางกันระดับราก แทบไม่มีพื้นที่ประนีประนอม บ้างเชื่อว่าถ้าไม่เพิ่มบล็อกบิตคอยน์จะใช้งานลำบากเกิน บ้างยึดมั่นว่าถ้าบล็อกใหญ่มากโหนดเล็ก ๆ ก็จะหายไปหมด ระบบจะตกในมือไม่กี่คน.. ซึ่งขัดเจตนารมณ์ตั้งต้นของ Satoshi แบบสุด ๆ
ผลลัพธ์จึงลงเอยด้วยการเกิด ***“Bitcoin Cash”*** *(BCH)* แยกเครือข่าย และเปิดศึกโฆษณาว่า **“ตนต่างหากที่เป็นผู้สืบทอดแนวคิด Satoshi ของจริง”**
เมื่อ Bitcoin Cash ถือกำเนิดพร้อมขนาดบล็อกใหญ่ *“มหาศึก”* ครั้งนี้ก็ไม่ได้จบลง แต่เปลี่ยนหน้าฉากไปสู่การตลาดและความชอบธรรม
ใคร ๆ ก็ตั้งคำถามว่า *“Bitcoin Cash ต่างจาก Bitcoin ยังไง?”* หรือ *“ใครสืบทอดเจตนารมณ์ Satoshi อย่างแท้จริงกันแน่?”*
นักพัฒนา ***ฝั่ง BTC*** ยังเหนียวแน่นว่ารักษาเครือข่ายให้เบา ๆ แล้วใช้ทริคอย่าง SegWit, Lightning Network เสริม คือทางออกป้องกันการรวมศูนย์
***ฝ่าย BCH*** ก็บอกว่าบล็อกใหญ่เลยดีกว่า ทุกคนจะได้เทรดกันเพลินโดยไม่ต้องแย่งพื้นที่
ในภาพใหญ่.. สงครามครั้งนี้ส่งคลื่นกระเพื่อมไปทั่วโลกคริปโตฯ หลายคนกลัวว่าถ้ายังแยกแตกกันแบบนี้ต่อ ราคาจะผันผวนจนคนขยาด แต่ก็มีอีกฝ่ายที่มองว่า
“ดีสิ มีการแข่งขันแล้วเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ”
> **เพราะในโลกโอเพนซอร์ส ไม่มีใครหยุดการแยกตัวได้ถ้าคนบางกลุ่มอยากลองแนวทางใหม่**
คำถามสำคัญคือ..
“ใครขับเคลื่อนสงคราม Blocksize?”
คำตอบก็หนีไม่พ้น ***Roger Ver, Bitmain*** และทีม ***Bitcoin Core*** รวมถึงกลุ่ม *UASF*
พวกเขาต่างมีพลังในมิติต่าง ๆ
***Roger Ver*** มีแรงสนับสนุนจากนักขุดสายทุนจัด ***Bitmain*** มีกองทัพ Hashrate มหาศาล ทีม ***Bitcoin Cor***e คุมซอฟต์แวร์ และ ***UASF*** ก็มีอำนาจ ***‘No Node, No Vote’*** ที่ปัดบล็อกไม่พอใจทิ้งได้หมด
นี่ไม่ใช่การรบระหว่าง *“อำนาจกับผู้อ่อนแอ”* แต่เป็นสมรภูมิที่ทุกขั้วมี *“พลัง”* อยู่คนละแบบ ทำให้การประนีประนอมเป็นเพียงอุดมคติ
จนที่สุดจึงแตกเป็นสองสาย เหมือนเป็นสปิริตของโอเพนซอร์สที่แค่ *Fork* ก็พาเดินไปคนละทิศ ใครอยากกดเครื่องขุดก็ขุด ใครอยากตามซอฟต์แวร์ Core ก็จัดไป
นึกภาพอนาคตสิครับ.. ถ้ามีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาอีก จะมีสงคราม ***“Blocksize 2.0”*** หรือเปล่า? ถ้าเจอเงื่อนไขใหญ่ ๆ ในการเปลี่ยนระบบ ย่อมต้องเข้าสู่วงจรดีเบตเดือดปุดเหมือนเคย
> ***เพราะบิตคอยน์เป็นระบบไร้ผู้นำสูงสุด ทุกฝ่ายจึงมีสิทธิชูมือคัดค้านหรือสนับสนุนอย่างอิสระ***
ฉากในเนื้อหาส่วนนี้คือด้านหน้าฉากของสงคราม Blocksize และเหล่าคนขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดการแตกแยกครั้งประวัติศาสตร์ในโลกบิตคอยน์ ส่วนต่อไปเราจะได้เห็นเทคนิคล้ำ ๆ และจุดชนวนสุดเฉพาะหน้าที่ทำให้สองฝ่ายยิ่งปะทะกันอีก
แต่ก่อนจะไปรอนั้น..
ขอสรุปให้คิดกันแบบง่าย ๆ ว่า… ในโลกอันไร้ศูนย์กลางที่ต่างคนต่างตะโกนว่า
“ฉันคือเจ้าของบิตคอยน์!”
สุดท้าย *“ใครกันแน่เป็นผู้ตัดสินทิศทาง?”* หรือแท้จริง *“ชัยชนะ–ความพ่ายแพ้”* ก็ไม่มีอยู่จริงในสงครามแบบนี้...
เอาจริง ๆ การตัดสินใจของไม่กี่คน หรือการร่วมตัวของยูสเซอร์กระจัดกระจาย ก็ล้วนมีสิทธิเปลี่ยนอนาคตของเงินดิจิทัลได้ทั้งสิ้น จึงเป็นเสน่ห์และความโกลาหลของ ***“decentralization”*** ที่น่าหลงใหล
> ***ไม่มีใครสั่งใครได้เต็มร้อย แต่ก็ไม่มีใครจะหยุดคนอื่นได้หมดเช่นกัน***
![image](https://yakihonne.s3.ap-east-1.amazonaws.com/d830ee7b7c30a364b1244b779afbb4f156733ffb8c87235086e26b0b4e61cd62/files/1736241033841-YAKIHONNES3.webp)
เมื่อมองย้อนกลับไป.. นี่แหละเป็นบทเรียนสำคัญว่าบิตคอยน์ไม่ได้เป็นของใครคนเดียว และถ้าวันหนึ่งไฟสงครามลุกลามขึ้นอีกรอบ *เราทุกคนจะรับมือกันยังไง?*
ตอนนี้สงครามอาจดูเงียบ ๆ แต่ก็ไม่ได้ปิดฉากสนิท เพราะคลื่นใต้น้ำยังพร้อมระอุขึ้นได้ตลอด
เวลาเท่านั้นที่จะบอกว่า *SegWit* จะพิสูจน์ตัวเองได้ไหม หรือฝ่าย *Hard Fork* จะกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
จึงมีแต่คำถามค้างคาว่า.. *อีกหน่อยบิตคอยน์จะยังเป็นบิตคอยน์ในแบบที่เรารู้จัก? หรือจะเปลี่ยนโฉมตามรอยแผลที่สงคราม Blocksize ทิ้งไว้?*
คอยติดตามกันต่อไปในบทความตอนที่ 2
เพราะนี่อาจเป็นวัฏจักรที่ยังไม่รู้วันสิ้นสุดจริง ๆ ก็ได้ครับ...